ซิดนีย์, 17 มิ.ย. (ซินหัว) -- สถาบันวิจัยทางการแพทย์เบิร์กโฮเฟอร์ (QIMR Berghofer) ของออสเตรเลียเผยว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นพบยีนหลายร้อยชนิดที่มีความเชื่อมโยงกับไฝและมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (melanoma) ในการศึกษาทางพันธุกรรมครั้งใหญ่เกี่ยวกับภาวะมีไฝ ซึ่งช่วยไขความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุอันซับซ้อนของการเกิดไฝและมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา ในกรณีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น การสัมผัสแสงแดด สีผิว หรือเม็ดสีผิว และอาจนำสู่แนวทางใหม่ในการป้องกันและรักษามะเร็งผิวหนังชนิดที่ร้ายแรงที่สุดนี้
ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ (Nature Communications) ระบุว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นพบยีนเสี่ยงหลายชนิดที่เชื่อมโยงกับกลไกการเกิดไฝและมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา โดยกลไกดังกล่าวครอบคลุมทั้งการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่อาจไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์และกลุ่มยีนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนของเซลล์อย่างผิดปกติ ซึ่งเป็นลักษณะที่พบในมะเร็งหลายชนิด
แมทธิว ลอว์ รองศาสตราจารย์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการพันธุศาสตร์และมะเร็งผิวหนังของสถาบันฯ และผู้เขียนหลักของการศึกษา กล่าวว่าการศึกษาไฝช่วยให้เข้าใจชีววิทยาของมะเร็งผิวหนังเมลาโนมามากขึ้น เพื่อค้นหาแนวทางใหม่ในการควบคุมโรค
ผลการศึกษาระบุว่าไฝและมะเร็งผิวหนังเมลาโนมามีจุดกำเนิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีที่เรียกว่าเมลาโนไซต์ (melanocyte) ทว่าไฝจะหยุดเจริญเติบโตหลังรวมตัวเป็นกลุ่มเซลล์ ขณะที่เซลล์มะเร็งผิวหนังเมลาโนมายังคงแบ่งตัวและเติบโตจนกลายเป็นเนื้อร้าย โดยออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีอัตราการป่วยมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาสูงที่สุดในโลก และมีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวราว 1,400 รายต่อปี
นักวิจัยเผยว่าจำนวนไฝบนร่างกายได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางพันธุกรรมอย่างมาก และการมีไฝจำนวนมากถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา ซึ่งราวหนึ่งในสามของผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดนี้มีจุดเริ่มต้นจากการมีไฝ
อนึ่ง การศึกษาครั้งนี้วิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมของผู้คนเชื้อสายยุโรปมากกว่า 85,000 คน และค้นพบตำแหน่งทางพันธุกรรมใหม่ 24 ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับจำนวนไฝ ซึ่งมากกว่าผลการศึกษาก่อนหน้าถึง 5 เท่า พร้อมระบุยีนมากกว่า 250 ชนิดที่ควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม

(แฟ้มภาพซินหัว : หญิงนั่งใกล้กับโรงละครซิดนีย์โอเปราเฮาส์ ในเมืองซิดนีย์ของออสเตรเลีย วันที่ 26 ส.ค. 2021)