วอชิงตัน, 8 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (7 ต.ค.) กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ เสนอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ถือวีซ่า F-1 ที่ต้องการฝึกงานในสหรัฐฯ จำนวน 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.36 ล้านบาท) และจ่ายเพิ่มอีก 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.01 ล้านบาท) สำหรับการฝึกงานเพิ่มแต่ละครั้ง โดยโครงการฝึกงานภาคปฏิบัติ (OPT) เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติทำงานชั่วคราวในสายที่ตรงกับสาขาวิชาเรียน
ข้อเสนอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมีเป้าหมายต่อต้านการฉ้อโกง เสริมความเข้มแข็งของระบบตรวจคนเข้าเมือง และปกป้องแรงงานชาวอเมริกัน ขณะที่สมาคมนักการศึกษานานาชาติ (NAFSA) กล่าวว่าการกำหนดโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่สำหรับโครงการฝึกงานนี้จะทำให้นักศึกษาต่างชาติเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนมากขึ้น
ฟานตา อาว กรรมการบริหารและซีอีโอของสมาคมฯ กล่าวว่าการผลักดันให้นักศึกษาต่างชาติที่เปี่ยมด้วยความสามารถออกไปจากสหรัฐฯ จะส่งผลเสียต่อทั้งนวัตกรรม การเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาบุคลากร และความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในเวทีโลก
คณะบริหารภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เข้มงวดกับนโยบายด้านการเข้าเมืองมากขึ้น นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง โดยมีการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายและตรวจสอบผู้ถือวีซ่าสหรัฐฯ อย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น
เมื่อเดือนกันยายน 2025 ทรัมป์ลงนามในประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่บริษัทต่างๆ ต้องจ่ายเพื่อสนับสนุนผู้สมัครโครงการวีซ่าแรงงานผู้มีทักษะสูง H-1B เป็นจำนวนเงิน 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.37 ล้านบาท) โดยวีซ่า H-1B เปิดทางให้บริษัทอเมริกันสามารถจ้างแรงงานต่างชาติในตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
อย่างไรก็ดี ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสองคนได้ระงับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว โดยคนแรกมีคำสั่งระงับในเดือนมิถุนายน และอีกคนหนึ่งมีคำสั่งในช่วงปลายเดือนกันยายน
เมื่อเดือนสิงหาคม กระทรวงฯ เสนอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการยื่นขอวีซ่า H-1B ที่อยู่ภายใต้ระบบโควตา จำนวน 103,265 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.48 ล้านบาท) โดยถือเป็นมาตรการล่าสุดที่กระทรวงฯ พยายามนำมาใช้เพื่อเพิ่มข้อจำกัดการออกวีซ่าประเภทดังกล่าว

(แฟ้มภาพซินหัว : นักศึกษาเข้าร่วมพิธีรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ วันที่ 29 พ.ค. 2025)