
(แฟ้มภาพซินหัว : สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี วันที่ 9 มี.ค. 2026)
บรัสเซลส์, 30 ก.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (29 ก.ย.) กลุ่มรณรงค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทรานสปอร์ตแอนด์เอ็นวายรอนเมนต์ (T&E) ในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียมได้เผยแพร่รายงานการวิเคราะห์ฉบับหนึ่ง ซึ่งระบุว่าผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในยุโรปจ่ายค่าชาร์จไฟต่อกิโลเมตรน้อยกว่าโดยเฉลี่ยถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับค่าน้ำมันดีเซลของผู้ใช้ยานยนต์แบบดั้งเดิม
รายงานฉบับนี้เรียกร้องยุโรปเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและคัดค้านการลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงทุกรายการ พร้อมแนะนำมาตรการสนับสนุนแบบมุ่งเป้าสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ควบคู่กับการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากบริษัทพลังงานเพื่อนำมาสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะและโครงการกำจัดยานพาหนะ
ผลวิเคราะห์ระบุว่าปัจจุบันผู้ขับขี่ยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 32 ยูโร (ราว 1,216 บาท) เพื่อเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถัง 50 ลิตร เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นปี 2026 โดยราว 16 ยูโร (ราว 610 บาท) ของค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นนี้มีสาเหตุจากส่วนต่างกำไรที่สูงขึ้นของโรงกลั่นน้ำมัน
ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประเมินว่าส่วนต่างกำไรดังกล่าวสูงขึ้นจากราว 0.10 ยูโร (ราว 3.8 บาท) ต่อลิตรในเดือนกุมภาพันธ์เป็น 0.41 ยูโร (ราว 16 บาท) ต่อลิตรในช่วงวันที่ 14 ก.ย.
การวิเคราะห์ของรายงานฉบับนี้อ้างอิงการใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 6.9 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตรของรถยนต์ดีเซล และการใช้ไฟฟ้า 20.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อระยะทาง 100 กิโลเมตรของยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ โดยค่าไฟอยู่ที่ 0.343 ยูโร (ราว 13 บาท) ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง
ขณะผลการศึกษาของทีแอนด์อีที่เผยแพร่วันจันทร์ (28 ก.ย.) พบว่ารถบรรทุกหนักพลังงานแบตเตอรี่ไฟฟ้ามีต้นทุนการเป็นเจ้าของโดยรวมต่ำกว่าการเป็นเจ้าของรถบรรทุกหนักแบบใช้น้ำมันเชื้อเพลิงใน 6 จาก 9 ตลาดหลักของสหภาพยุโรป โดยตลาดทั้งหกแห่งดังกล่าวครองส่วนแบ่งร้อยละ 46 ของยอดจำหน่ายรถบรรทุกหนักใหม่ในสหภาพยุโรป