กัวลาลัมเปอร์, 18 ก.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 1941 กองทัพญี่ปุ่นยกพลบุกเข้ายึดครองมาลายานานถึง 3 ปี 8 เดือน และได้ดำเนินปฏิบัติการสังหารหมู่ "ซุกจิง" (Sook Ching) อันเหี้ยมโหดที่มุ่งเป้าชุมชนท้องถิ่น รวมถึงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 1942 ที่กองทัพญี่ปุ่นได้ทำการสังหารหมู่แบบไม่เลือกหน้าในหมู่บ้านอวี๋หล่างหล่าง (จีลุนดง) รัฐเนอเกอรีเซิมบีลัน ซึ่งตัวเลขที่รวบรวมโดยชุมชนชาวจีนท้องถิ่นพบว่ามีพลเรือนไร้อาวุธ 1,474 ราย ถูกสังหารในวันที่ 18 มี.ค. นับเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่พลเรือนที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดภายในวันเดียวระหว่างการยึดครองมาลายาของญี่ปุ่น
เซียว เจา ตี้ (Siow Zhao Di) ในวัยเก้าสิบกว่าปี ซึ่งรอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่หมู่บ้านจีลุนดง ย้อนนึกถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองมาลายา เธอยังคงจดจำวันที่เธอนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางร่างของผู้เสียชีวิตได้อย่างแม่นยำ ครอบครัวของเซียวถูกทหารญี่ปุ่นสังหารทั้งหมด แต่หญิงชราจากบ้านข้างเคียงช่วยให้เซียวหลบหนีออกมาได้ในเวลาต่อมา
อ๋อง เลียง เกียต (Ong Leong Keat) นักประวัติศาสตร์ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนในรัฐเนอเกอรีเซิมบีลัน กล่าวว่าชุมชนชาวจีนทั่วมาลายามีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นในจีน โดยกิจกรรมระดมทุน การแสดงเพื่อการกุศล รวมถึงกลุ่มอาสาสมัครหนานยางที่เดินทางกลับจีนเพื่อช่วยต่อสู้ล้วนถูกกองทัพญี่ปุ่นจับตาอย่างใกล้ชิด
อ๋องกล่าวว่ากองทัพญี่ปุ่นได้ทำการกวาดต้อนและสังหารหมู่ครั้งใหญ่ในสิงคโปร์และมาลายา ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อปฏิบัติการ "คัดกรอง" หรือ "ซุกจิง" มีเป้าหมายหลักคือกลุ่มชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนที่ถูกสงสัยว่าให้การสนับสนุนกิจกรรมต่อต้านญี่ปุ่น ทว่าในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมีทั้งคนชรา ผู้หญิง และเด็ก โดยบันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่ากองทัพญี่ปุ่นได้ก่อเหตุสังหารหมู่มากกว่า 20 ครั้งในรัฐเนอเกอรีเซิมบีลันเฉพาะในเดือนมีนาคม 1942 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 5,000 ราย
ตัน ชี เซ็ง (Tan Chee Seng) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซีย กล่าวว่าประเทศและสังคมควรเผชิญหน้ากับสงครามรุกรานที่ตนก่อขึ้นในอดีต รวมทั้งความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับพลเรือนอย่างซื่อตรง โดยในปี 1995 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกแถลงการณ์มูรายามะ ซึ่งแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและกล่าวคำขอโทษต่อการปกครองแบบอาณานิคมและการรุกรานของญี่ปุ่น ทว่าคำถามคือหลักการดังกล่าวจะได้รับการยึดถือและถ่ายทอดในระยะยาวผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์ การเข้าถึงเอกสารจดหมายเหตุ และการวิจัยเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เฉพาะเรื่องหรือไม่