ซิดนีย์, 27 ส.ค. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียเปิดเผยว่าแก้วกระดาษใช้แล้วทิ้งสำหรับกาแฟและเครื่องดื่มร้อนสามารถปล่อยอนุภาคไมโครพลาสติกนับล้านเมื่อสัมผัสกับของเหลวร้อน หลังจากได้ตรวจสอบและทดลองแก้วใช้แล้วทิ้งที่บุด้วยโพลีเอทิลีน (polyethylene) ที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และโพลีแลคติก แอซิด (polylactic acid) ซึ่งเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ โดยพบว่าแก้วที่บุด้วยโพลีแลคติก แอซิดปล่อยอนุภาครวมสูงกว่าถ้วยที่บุด้วยโพลีเอทิลีนราว 12 เท่า
เอลวิส โอคอฟโฟ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ กล่าวว่าแก้วที่ทำจากกระดาษส่วนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าแก้วนั้นปราศจากพลาสติก เพราะแก้วหลายใบมีแผ่นพลาสติกบางๆ เคลือบอยู่ด้านในเพื่อป้องกันน้ำและคงรูปทรง โดยแก้วกระดาษแบบใช้แล้วทิ้งถูกนำมาใช้สำหรับกาแฟ ชา และเครื่องดื่มร้อนอื่นๆ ทั่วโลก
รายงานระบุว่าแก้วที่เคลือบด้วยพลาสติกโพลีแลคติก แอซิดปล่อยอนุภาคนาโนราว 4.3 ล้านอนุภาคต่อมิลลิลิตร ขณะแก้วที่เคลือบด้วยพลาสติกโพลีเอทิลีนปล่อยอนุภาคนาโนราว 2.7 ล้านอนุภาคต่อมิลลิลิตร ซึ่งอนุภาคนาโนเหล่านี้มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ราว 1,000 เท่า
ผลการศึกษาดังกล่าวยิ่งตอกย้ำหลักฐานที่เพิ่มขึ้นว่าผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้เก็บรักษาและเตรียมอาหารเป็นแหล่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์ได้รับอนุภาคพลาสติกเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทาน แม้แหล่งการสัมผัสนี้มักถูกมองข้าม อย่างไรก็ดี โอคอฟโฟระบุว่าผลการศึกษานี้ไม่ได้หมายความว่าประชาชนควรเลิกใช้แก้วกระดาษ หรือว่าโพลีแลคติก แอซิดเป็นวัสดุที่ไม่ปลอดภัย เนื่องจากผลกระทบของอนุภาคพลาสติกต่อสุขภาพมนุษย์ยังคงไม่ชัดเจน
ทีมนักวิจัยเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลพิจารณาจัดทำแนวทางด้านความปลอดภัยหรือฉลากคำเตือนสำหรับวัสดุที่สัมผัสอาหาร ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตสามารถพัฒนาวัสดุเคลือบแก้วที่ปล่อยอนุภาคพลาสติกน้อยลงเมื่อสัมผัสกับของเหลวร้อน

(260110) -- GUIYANG, Jan. 10, 2026 (Xinhua) -- A staff member prepares new-style tea and coffee drinks at a beverage shop in Guiyang, the capital city of southwest China's Guizhou Province, Dec. 23, 2025. In recent years, beverage shops in Guiyang have been creating innovative drinks for young people by blending local ingredients like matcha, prickly pear, and fragrant glutinous rice into tea drinks. (Xinhua/Yang Wenbin)