แคนเบอร์รา, 24 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) แอนโทนี แอลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เปิดเผยว่าเขตเมืองหลวงออสเตรเลีย (ACT) จะเข้าร่วมโครงการรับซื้อคืนอาวุธปืน เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกฎหมายควบคุมอาวุธปืนภายในประเทศ หลังจากเกิดเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญที่หาดบอนไดเมื่อเดือนธันวาคม 2025
รัฐบาลกลางออสเตรเลียได้เสนอกฎหมายรับซื้อคืนอาวุธปืนเมื่อเดือนมกราคม หลังจากเกิดเหตุกราดยิงที่เทศกาลของชาวยิว บริเวณชายหาดบอนไดของนครซิดนีย์ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2025 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย และกลายเป็นเหตุกราดยิงครั้งร้ายแรงที่สุดของออสเตรเลียนับตั้งแต่ปี 1996
ด้านรัฐบาลเขตเมืองหลวงออสเตรเลียให้คำมั่นว่าจะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวในตอนแรก แต่ยังคงเจรจาเรื่องงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลางไม่ลงตัวจนกระทั่งบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้าย ซึ่งกำหนดว่ารัฐบาลกลางจะจัดสรรงบประมาณให้ร้อยละ 75 ของการซื้อคืนและค่าบริหารจัดการ รวมถึงร้อยละ 100 ของค่าทำลายอาวุธปืน
แอลบานีสกล่าวว่าการปฏิรูปการควบคุมอาวุธปืนในระดับชาติเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุก่อการร้ายที่มีแรงจูงใจจากการต่อต้านชาวยิวอย่างเหตุกราดยิงชายหาดบอนไดขึ้นมาอีก พร้อมขอบคุณรัฐบาลเขตเมืองหลวงออสเตรเลียสำหรับความร่วมมือควบคุมจำนวนอาวุธปืนในสังคมเพื่อปกป้องคุ้มครองชาวออสเตรเลียได้ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ เขตเมืองหลวงออสเตรเลียได้เข้าร่วมโครงการรับซื้อคืนอาวุธปืนเป็นลำดับที่ 2 ของประเทศต่อจากรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเมื่อต้นเดือนสิงหาคม โดยปัจจุบันเขตเมืองหลวงออสเตรเลียมีอาวุธปืนอยู่ราว 23,000 กระบอก และผู้ถือใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนมากกว่า 7,000 คน
ด้านรัฐบาลนิวเซาท์เวลส์ระบุแผนการจ่ายเงินสูงถึง 1,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 24,000 บาท) สำหรับอาวุธปืนที่รับซื้อคืนช่วงแรก ซึ่งจะเริ่มต้นวันที่ 2 พ.ย. และ 10,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 240,000 บาท) สำหรับอาวุธปืนมูลค่าสูงขึ้นที่รับซื้อคืนช่วงสองตั้งแต่ต้นปี 2027

(แฟ้มภาพซินหัว : ประชาชนรวมตัวที่ชายหาดบอนไดในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย เพื่อร่วมรำลึกถึงเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิง วันที่ 21 ธ.ค. 2025)