
(แฟ้มภาพซินหัว : นักท่องเที่ยวใช้พัดลมพกพาคลายร้อนขณะเยี่ยมชมสะพานปอนเต ซานต์อันเจโล ท่ามกลางคลื่นความร้อนในกรุงโรมของอิตาลี วันที่ 19 ก.ค. 2026)
เจนีวา, 12 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (11 ส.ค.) องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) อ้างอิงสำนักบริการข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส รายงานว่าโลกเผชิญเดือนกรกฎาคมที่อากาศร้อนที่สุดอันดับสองในประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยของโลกในเดือนกรกฎาคมสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมช่วงปี 1850-1900 ถึง 1.47 องศาเซลเซียส เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของซีกโลกเหนือเผชิญคลื่นความร้อนจัด ภัยแล้งยืดเยื้อ และไฟป่า ขณะภูมิภาคอื่นๆ มีฝนตกหนักและน้ำท่วม
องค์การฯ ระบุว่ายุโรปตะวันตกเผชิญช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมที่อากาศร้อนที่สุดในประวัติการณ์ โดยคลื่นความร้อนจัดยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องจนถึงเดือนสิงหาคม และบางประเทศกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนระลอกที่ 4 นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ขณะเดียวกันเดือนกรกฎาคมยังเกิดไฟป่ารุนแรงทั่วยุโรปตะวันตก ซึ่งมีนัยสำคัญทั้งแง่พื้นที่ที่ถูกไฟไหม้และปริมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศด้วย
จอห์น เคนเนดี หัวหน้าฝ่ายข้อมูลภูมิอากาศขององค์การฯ กล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเป็นผลกระทบรวมของภาวะโลกร้อนระยะยาวกับระบบความกดอากาศสูงและต่ำที่สลับกันอย่างต่อเนื่องทั่วซีกโลกเหนือ โดยปกติแล้วระบบความกดอากาศสูงมักเชื่อมโยงกับอุณหภูมิสูงและภาวะแห้งแล้ง ขณะระบบความกดอากาศต่ำมักทำให้สภาพอากาศเย็นกว่าและชื้นกว่า รูปแบบความกดอากาศสูงดังกล่าวสามารถคงอยู่ได้นานหลายวันหรือหลายสัปดาห์เช่นที่เกิดขึ้นในปีนี้
คลื่นความร้อนจัดยังคงเกิดขึ้นยืดเยื้อในยุโรปตะวันตก สภาพอากาศแห้งแล้งเป็นวงกว้างที่เกิดขึ้นช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายนยังคงอยู่และรุนแรงขึ้น โดยฝรั่งเศส สเปน บางส่วนของเยอรมนีและสหราชอาณาจักร รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ทางตะวันออก มีปริมาณฝนและความชื้นในดินต่ำเป็นพิเศษ ซึ่งคลื่นความร้อน ความชื้นในดินต่ำ และภัยแล้งสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อระบบนิเวศและภาคการเกษตร ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำลดลง การขนส่งและการผลิตพลังงานหยุดชะงัก และเพิ่มความเสี่ยงเกิดไฟป่า