เมลเบิร์น, 2 ก.ค. (ซินหัว) -- นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าแนวปะการังของออสเตรเลียกำลังเผชิญภัยคุกคามอย่างหนักจากการระบาดของดาวมงกุฎหนามที่กัดกินปะการัง และเม่นทะเลที่ทำลายสาหร่ายเคลป์ พร้อมย้ำว่าจำเป็นต้องมีมาตรการร่วมกันอย่างเป็นระบบและเข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมสถานการณ์
เมื่อวันพุธ (1 ก.ค.) ผลการศึกษาซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยแทสเมเนียและเผยแพร่ในวารสารมารีน แอนด์ เฟรช วอเตอร์ รีเสิร์ช (Marine & Freshwater Research) ระบุว่าสัตว์ท้องถิ่นทั้งสองชนิดนี้ทำให้แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟและเกรตเซาเทิร์นรีฟของออสเตรเลียเสื่อมโทรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยดาวมงกุฎหนามเป็นภัยคุกคามหลักต่อแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟในเขตร้อน ขณะที่เม่นทะเลหนามยาวได้กัดกินสาหร่ายเคลป์จำนวนมากตามแนวปะการังเกรตเซาเทิร์นรีฟในเขตอบอุ่น
การแพร่ระบาดของดาวมงกุฎหนามเกิดขึ้นเป็นวัฏจักร โดยประชากรจะพุ่งสูงขึ้นทุกๆ ประมาณ 15 ปี และกัดกินปะการังเป็นพื้นที่วงกว้างก่อนที่ประชากรจะลดฮวบลง สิ่งนี้ยิ่งซ้ำเติมภัยคุกคามต่อแนวปะการังที่กำลังเผชิญผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว
ทีมนักวิจัยระบุว่าอุณหภูมิของมหาสมุทรที่สูงขึ้นในน่านน้ำทางตอนใต้ ทำให้เม่นทะเลหนามยาวขยายถิ่นฐานลงใต้สู่เกาะแทสเมเนีย โดยพวกมันรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นและกัดกินป่าสาหร่ายเคลป์จนเกินสมดุล ทำให้แนวปะการังบริเวณนั้นกลายสภาพเป็นพื้นที่โล่งเตียนต่อเนื่อง
แนวทางรับมือภัยคุกคามจากสัตว์ทะเลทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยรัฐบาลกลางออสเตรเลียจัดสรรงบประมาณราว 20 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 459 ล้านบาท) ต่อปี เพื่อควบคุมประชากรดาวในแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ขณะที่การควบคุมประชากรเม่นทะเลยังขาดการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและได้รับงบประมาณสนับสนุนน้อยกว่ามาก นักวิจัยจึงเรียกร้องให้ขยายการทำประมงเม่นทะเล เพื่อช่วยลดจำนวนเม่นทะเลและปกป้องแนวปะการัง
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังเน้นย้ำความสำคัญของสัตว์ผู้ล่าในธรรมชาติ โดยพบว่าการอนุรักษ์ประชากรปลาหมูสีลายฟ้า (spangled emperor) และกุ้งมังกรใต้ (southern rock lobster) สามารถช่วยยับยั้งการระบาดของดาวมงกุฎหนามและเม่นทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(แฟ้มภาพซินหัว : แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟในรัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย วันที่ 2 มิ.ย. 2021)