ซิดนีย์, 1 ก.ค. (ซินหัว) -- ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยทางการแพทย์เบิร์กโฮเฟอร์ (QIMR Berghofer) ของออสเตรเลียระบุว่าการสัมผัสแสงแดดเพียงช่วงสั้นๆ ตอนแดดอ่อนที่เคยถูกมองว่า "ปลอดภัย" สามารถทำให้ผิวหนังเสียหายและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังได้ ซึ่งท้าทายสมมติฐานที่ยึดถือมายาวนานว่าการอยู่กลางแจ้งในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหนัง
ศาสตราจารย์เรเชล นีล จากสถาบันฯ กล่าวว่าเราสามารถรับรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี (UV) ในปริมาณเท่ากันได้ทั้งจากการสัมผัสแสงแดดช่วงสั้นๆ ตอนกลางวัน หรือช่วงที่ยาวนานกว่านั้นในตอนเช้าตรู่หรือตอนเย็น สิ่งสำคัญคือปริมาณรังสียูวีสะสมทั้งหมดที่ได้รับ ไม่ใช่ระยะเวลาที่ออกไปสัมผัส โดยผู้คนอาจชะล่าใจเมื่อเห็นว่าแสงแดดไม่แรงมาก และใช้เวลาอยู่กลางแจ้งนานเกินไปโดยไม่ปกป้องตัวเองอย่างเพียงพอ ซึ่งการศึกษาชี้ให้เห็นแล้วว่านี่เป็นปัญหาที่อาจทำร้ายผิวหนัง
ผลการตรวจชิ้นเนื้อพบความเสียหายของดีเอ็นเอและการตอบสนองต่อภาวะความเครียดของเซลล์ ไม่ว่าการรับรังสียูวีจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเกิดขึ้นช้ากว่า คณะนักวิจัยได้วัดตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ รวมถึงโปรตีนพี53 (p53) ที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายของดีเอ็นเอ และพบหลักฐานบ่งชี้ความเสียหายแม้อยู่ในระดับที่ยังไม่ทำให้ผิวหนังเกิดอาการแดง
ศาสตราจารย์เดวิด ไวท์แมน ผู้ร่วมวิจัยจากสถาบันฯ ระบุว่าการสัมผัสรังสียูวีในระดับต่ำซ้ำๆ อาจส่งผลกระทบสะสมต่อผิวหนังและนำสู่การกลายพันธุ์จนก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้
อย่างไรก็ดี ทีมนักวิจัยย้ำว่าแสงแดดยังคงมีความสำคัญต่อการสร้างวิตามินดีและสุขภาพโดยรวม แต่ผู้คนควรป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น แม้ในช่วงเวลาที่รับแสงแดดเพียงช่วงสั้นๆ หรือตอนที่แดดไม่แรงก็ตาม
อนึ่ง การศึกษาดังกล่าวเผยแพร่ในวารสารโฟโตเคมีสทรี แอนด์ โฟโตไบโอโลจี (Photochemistry and Photobiology)

(แฟ้มภาพซินหัว : หญิงใช้กล่องกระดาษบังแดดร้อนจัดในกรุงวอร์ซอของโปแลนด์ วันที่ 27 มิ.ย. 2026)
