ซิดนีย์, 10 มิ.ย. (ซินหัว) -- ผลการศึกษาใหม่โดยมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียและมหาวิทยาลัยเอกซิเทอร์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ วอเทอร์ (Nature Water) พบว่าสารตกค้างจากยาปฏิชีวนะและสารประกอบทางเคมีที่เกิดการแปรสภาพเมื่อยาปฏิชีวนะเสื่อมสภาพในน้ำเสีย เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ภาวะเชื้อแบคทีเรียดื้อยาเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากสารที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของยาปฏิชีวนะยังคงส่งผลต่อการเกิดเชื้อดื้อยาใกล้เคียงกับตัวยาจริง
คณะนักวิจัยระบุว่ายาปฏิชีวนะที่มนุษย์บริโภคมากถึงร้อยละ 90 จะถูกขับถ่ายออกมา ก่อนปะปนเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียและไหลไปยังโรงบำบัดน้ำเสียที่อาจเป็นแหล่งสะสมสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ซ่อนอยู่ ซึ่งทั้งยาปฏิชีวนะและสารพลอยได้ต่างมีส่วนทำให้เกิดการดื้อยา
พูจา ลักฮี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ระบุว่าหลายฝ่ายเชื่อว่าการบำบัดน้ำเสียช่วยลดความเข้มข้นของยาปฏิชีวนะและกิจกรรมทางชีวภาพ แม้จะไม่ได้กำจัดออกไปทั้งหมดก็ตาม
ตัวอย่างน้ำเสียที่เก็บจากรัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียและเทศมณฑลคอร์นวอลล์ของอังกฤษบ่งชี้ว่าแบคทีเรียเกิดการดื้อยาเมื่อสัมผัสกับสารที่เกิดจากการย่อยสลายของยาปฏิชีวนะจากกลุ่มยาปฏิชีวนะ 3 กลุ่ม และการดื้อยาต้านจุลชีพซึ่งมักถูกเรียกว่าเป็น "โรคระบาดเงียบ" เชื่อมโยงกับจำนวนผู้เสียชีวิตราว 5 ล้านรายต่อปี ทั้งอาจส่งผลให้ไม่สามารถรักษาอาการติดเชื้อได้
เจค โอ ไบรอัน นักวิจัยจากสมาพันธ์วิทยาศาสตร์สุขภาพสิ่งแวดล้อมแห่งควีนส์แลนด์ กล่าวว่าปัญหาที่แท้จริงคือมนุษย์ใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไป และสารที่เกิดจากการย่อยสลายของยาเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ คณะนักวิจัยจึงเรียกร้องให้มีการประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งตัวยาปฏิชีวนะและสารจากการย่อยสลาย ซึ่งในปัจจุบันยังขาดการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ

(แฟ้มภาพซินหัว : ทิวทัศน์ในเมืองบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย วันที่ 21 พ.ย. 2025)
