
(แฟ้มภาพซินหัว : ยานยนต์เติมน้ำมันที่สถานบริการน้ำมันแห่งหนึ่งในเมืองอาร์ลิงกอน รัฐเวอร์จีเนียของสหรัฐฯ วันที่ 30 เม.ย. 2026)
วอชิงตัน, 12 พ.ค. (ซินหัว) -- สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่าเมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมระงับการจัดเก็บภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับรัฐบาลกลาง ขณะราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ข้อเสนอดังกล่าวยังต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนมีผลบังคับใช้
รายงานระบุว่าสภาคองเกรสไม่เคยเห็นชอบการระงับการจัดเก็บภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับรัฐบาลกลาง แม้มีข้อเรียกร้องลักษณะเดียวกันในช่วงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงอย่างมากในอดีต เช่น ปี 2022 สภาคองเกรสที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากได้ปฏิเสธข้อเสนอของโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 96 บาท) ต่อแกลลอนในช่วงก่อนความขัดแย้งปะทุขึ้นมาเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เป็นเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 4.52 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 146 บาท) ต่อแกลลอน เนื่องจากบรรดาเรือบรรทุกน้ำมันยังคงไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยแม้มีการหยุดยิง
การจัดเก็บภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ อยู่ที่ 18.4 เซนต์ (ราว 6 บาท) ต่อแกลลอนสำหรับน้ำมันเบนซิน และ 24.4 เซนต์ (ราว 8 บาท) ต่อแกลลอนสำหรับน้ำมันดีเซล แต่การระงับการจัดเก็บภาษีดังกล่าวอาจไม่ช่วยบรรเทาภาระของผู้ขับขี่มากนัก
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นระบุว่าเหล่าผู้ค้าปลีกและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงมักไม่ส่งต่อผลประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงทั้งหมดแก่ผู้บริโภค และการระงับการจัดเก็บภาษีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อกองทุนไฮเวย์ ทรัสต์ (Highway Trust Fund) ซึ่งพึ่งพารายได้จากภาษีเชื้อเพลิงเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายด้านการขนส่ง
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าการระงับการจัดเก็บภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับรัฐบาลกลาง ระยะ 5 เดือน จะลดรายได้ลงราว 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.49 แสนล้านบาท) หรือร้อยละ 46 ของรายได้จากภาษีเชื้อเพลิงที่จะไหลเข้าสู่กองทุนข้างต้นในปีงบการเงินนี้