
(แฟ้มภาพซินหัว : การแข่งขันรับประทานฮอตดอกในเมืองนิวยอร์กซิตีของสหรัฐฯ วันที่ 4 ก.ค. 2024)
เมลเบิร์น, 24 เม.ย. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (24 เม.ย.) งานวิจัยชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยโมนาชของออสเตรเลีย เผยว่าการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูง (UPFs) ในปริมาณมาก อาจส่งผลเสียต่อความสามารถในการจดจ่อของสมอง และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อม
การศึกษาฉบับนี้ได้วิเคราะห์การรับประทานอาหารและสุขภาพด้านการรับรู้ของผู้ใหญ่ชาวออสเตรเลียกว่า 2,100 คนที่ไม่มีภาวะสมองเสื่อม ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงวัยกลางคนขึ้นไป พบว่าแม้การเพิ่มปริมาณการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน เชื่อมโยงกับสมาธิที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพโดยรวมของอาหาร
บาร์บารา คาร์โดโซ ผู้นำเขียนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาช กล่าวว่าการศึกษานี้ตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการผลิตอาหารเชิงอุตสาหกรรมกับความสามารถด้านการรับรู้ที่เสื่อมถอย โดยการกินอาหารแปรรูปขั้นสูงเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 (เท่ากับการกินขนมขบเคี้ยวเพิ่ม 1 ซองต่อวัน) เชื่อมโยงกับความสามารถในการจดจ่อที่ลดลงอย่างชัดเจน อีกทั้งทำให้คะแนนการทดสอบด้านการรับรู้ต่ำลง
ผู้เข้าร่วมการวิจัยบริโภคพลังงานราวร้อยละ 41 ของพลังงานทั้งหมดต่อวันจากอาหารแปรรูปขั้นสูง เช่น เครื่องดื่มน้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยวรสเค็มบรรจุห่อ และอาหารสำเร็จรูป ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระดับชาติของออสเตรเลียที่ร้อยละ 42
คาร์โดโซเสริมว่าอาหารแปรรูปขั้นสูงมักทำลายโครงสร้างตามธรรมชาติของอาหารและมีสารที่อาจเป็นอันตราย เช่น วัตถุเจือปนสังเคราะห์หรือสารเคมีจากกระบวนการผลิต พร้อมเสริมว่าระดับของการแปรรูปอาหารเอง ไม่ใช่แค่คุณภาพอาหารที่ไม่ดี อาจส่งผลต่อการทำงานของสมอง โดยแม้ไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงกับการสูญเสียความจำ แต่พวกเขาสังเกตว่าการจดจ่อที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และการแก้ปัญหาในระยะยาว
อนึ่ง การศึกษาฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม : การวินิจฉัย การประเมิน และการติดตามโรค