ซิดนีย์, 24 เม.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (23 เม.ย.) มหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลียเผยแพร่งานวิจัยใหม่ระบุว่า การบริโภคแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในสัดส่วนที่สูงกว่าที่เคยประเมินไว้ โดยพบว่าร้อยละ 4.6 ของเคสมะเร็งทั้งหมดมีสาเหตุมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยังเพิ่มความเสี่ยงการป่วยมะเร็งถึงร้อยละ 19
งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารบริติช เจอร์นัล ออฟ แคนเซอร์ (British Journal of Cancer) วิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคแอลกอฮอล์ในกลุ่มตัวอย่าง 2.25 แสนคน ภายใต้โครงการศึกษาบุคคลที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป (45&Up) ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย
ปีเตอร์ ซาริช ผู้เขียนรายงานผลการศึกษาจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวว่ามะเร็งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในออสเตรเลีย และแม้ว่าองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาเหตุของโรคมะเร็งจะยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่หลักฐานในปัจจุบันก็ชี้ชัดแล้วว่าการลดการบริโภคแอลกอฮอล์เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็ง
คณะนักวิจัยประเมินว่าในปี 2024 มีผู้ป่วยมะเร็งในออสเตรเลียมากกว่า 7,800 รายที่มีสาเหตุมาจากการบริโภคแอลกอฮอล์ ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อนๆ ที่ระบุไว้ในช่วงร้อยละ 2.8-4.1
ผลการศึกษาพบว่าความเสี่ยงของโรคมะเร็งจะเพิ่มสูงขึ้นตามปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ที่มากขึ้น โดยทุกๆ 10 ดื่มที่บริโภคต่อสัปดาห์ จะส่งผลให้ความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19 ขณะที่ความเสี่ยงโรคมะเร็งตับจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 46 โรคมะเร็งในช่องปาก ลำคอ กล่องเสียง และหลอดอาหารร้อยละ 27 โรคมะเร็งเต้านมร้อยละ 18 และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักร้อยละ 16
ซาริชกล่าวว่าหากชาวออสเตรเลียปฏิบัติตามแนวทางระดับชาติที่กำหนดให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 10 ดื่มต่อสัปดาห์ จะสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ได้มากกว่า 3,700 รายต่อปี พร้อมเสริมว่าปัจจุบันมีประชากรเพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ตระหนักว่าแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง

(แฟ้มภาพซินหัว : ลูกค้ากำลังซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย วันที่ 29 พ.ค. 2025)