
(แฟ้มภาพซินหัว : นักท่องเที่ยวขี่อูฐที่จุดชมวิวพีระมิดแห่งกีซาในเมืองกีซาของอียิปต์ วันที่ 9 เม.ย. 2026)
ปารีส, 22 เม.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (21 เม.ย.) องค์การยูเนสโก (UNESCO) เผยแพร่รายงาน "ผู้คนและธรรมชาติในพื้นที่ยูเนสโก : การมีส่วนร่วมระดับท้องถิ่นและระดับโลก" (People and Nature in UNESCO Sites: Global and Local Contributions) ซึ่งเน้นย้ำบทบาทของพื้นที่ยูเนสโกในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในระดับโลก พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มการคุ้มครองพื้นที่ยูเนสโก ทั้งแหล่งมรดกโลก พื้นที่สงวนชีวมณฑล และอุทยานธรณีโลก
รายงานฉบับนี้เป็นการตรวจสอบพื้นที่ยูเนสโกทั้งหมดครั้งแรก ซึ่งมีจำนวน 2,260 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 13 ล้านตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ยูเนสโกเป็นแหล่งสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่มีการระบุมากกว่าร้อยละ 60 ของโลก และราวร้อยละ 40 ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่สามารถพบได้อีกจากที่ใดบนโลก ขณะเดียวกันพื้นที่ยูเนสโกกักเก็บคาร์บอนราว 240 กิกะตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกเกือบ 20 ปี และเป็นแหล่งพักพิงของประชากรโลกราวร้อยละ 10
อย่างไรก็ดี พื้นที่ยูเนสโกเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้น โดยเกือบร้อยละ 90 ของพื้นที่เหล่านี้เผชิญสภาวะความเครียดทางสิ่งแวดล้อมในระดับสูง และความเสี่ยงที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการรับมือเพิ่มขึ้น พื้นที่ยูเนสโกจะเผชิญภัยคุกคามเพิ่มขึ้นจากธารน้ำแข็งที่ละลายตัว แนวปะการังที่พังทลาย การพลัดถิ่นของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิต ภาวะขาดแคลนน้ำที่รุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของป่าไม้จากแหล่งกักเก็บคาร์บอนเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอน
รายงานฉบับนี้เรียกร้องให้เพิ่มความพยายาม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านความร่วมมือข้ามพรมแดนที่มากขึ้น บูรณาการพื้นที่ยูเนสโกเข้าสู่แผนงานสภาพภูมิอากาศระดับโลกเพิ่มขึ้น และจัดตั้งระบบธรรมาภิบาลสำหรับชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น
