
แคนเบอร์รา, 30 มี.ค. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (30 มี.ค.) มหาวิทยาลัยฟลินเดอร์สของออสเตรเลียเปิดเผยผลการศึกษาข้อมูลประชากรโลกกว่าสองศตวรรษและแบบจำลองการเติบโตทางนิเวศเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของขนาดประชากรและอัตราการเติบโต ซึ่งพบว่ามนุษยชาติกำลังดำรงชีวิตอยู่เกินกว่าที่โลกจะรองรับได้จนเพิ่มแรงกดดันต่ออาหาร ภูมิอากาศ และความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมเสริมว่าการเติบโตต่อเนื่องภายใต้การบริโภครูปแบบต่างๆ ในปัจจุบันจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมของชุมชนทั่วโลก
คณะนักวิจัยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เมื่ออัตราการเติบโตของประชากรเริ่มชะลอตัวลง แม้จำนวนประชากรทั้งหมดยังคงเพิ่มขึ้น โดยศาสตราจารย์โคเรย์ แบรดชอว์ ของมหาวิทยาลัยฯ และผู้เขียนหลักของการศึกษานี้ ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า "ระยะประชากรศาสตร์เชิงลบ" ซึ่งหมายความว่าการเพิ่มจำนวนประชากรไม่ได้หมายถึงการเติบโตที่เร็วขึ้นอีกต่อไป
การศึกษาระบุว่าจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นมีความเชื่อมโยงอย่างเห็นได้ชัดกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น รอยเท้าทางนิเวศวิทยาที่ใหญ่ขึ้น และการปล่อยคาร์บอนที่สูงขึ้นในช่วง "ระยะประชากรศาสตร์เชิงลบ" พร้อมคาดการณ์ว่าหากสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป จำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นแตะจุดสูงสุดราว 1.17-1.24 หมื่นล้านคนภายในช่วงทศวรรษ 2070 ซึ่งสูงเกินขีดความสามารถในการรองรับอย่างยั่งยืนของโลกราว 2.5 พันล้านคน
ช่องว่างความแตกต่างขนาดใหญ่ระหว่างระดับที่ยั่งยืนกับประชากร 8.3 พันล้านคนในปัจจุบันนั้นตอกย้ำปัญหาการบริโภคเกินขนาดทั่วโลก ซึ่งถูกอำพรางมานานหลายทศวรรษด้วยการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนักที่เพิ่มผลผลิตอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรม แต่กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษด้วยเช่นกัน โดยแบรดชอว์ระบุว่าระบบค้ำจุนชีวิตของโลกตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดแล้ว พร้อมเรียกร้องการปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนในวิธีการใช้พลังงาน ที่ดิน และอาหาร
