
วอชิงตัน, 18 มี.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (17 มี.ค.) กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เผยว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้ใช้ระเบิดเจาะทะลวงระดับลึกขนาด 5,000 ปอนด์ (มากกว่า 2,200 กิโลกรัม) จำนวนหลายนัด โจมตีฐานขีปนาวุธที่มีการป้องกันหนาแน่นตามแนวชายฝั่งของอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากขีปนาวุธต่อต้านเรือในพื้นที่เหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือระหว่างประเทศ
ก่อนหน้านั้นในวันอังคาร (17 มี.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยกับผู้สื่อข่าวว่าสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมจะยุติการโจมตีอิหร่าน ซึ่งปัจจุบันเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว พร้อมระบุว่าเขาผิดหวังต่อการตัดสินใจของสมาชิกนาโตส่วนใหญ่และชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่ปฏิเสธเข้าร่วมภารกิจคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร ซึ่งทรัมป์ยังระบุว่าญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ต่างปฏิเสธข้อเรียกร้องของเขาในการปฏิบัติภารกิจคุ้มกัน
ด้านโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวเมื่อวันอังคาร (17 มี.ค.) ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับไปสู่สถานะก่อนสงคราม แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมแต่อย่างใด
ในรายงานล่าสุดจากเจ.พี. มอร์แกน (J.P. Morgan) นักวิเคราะห์เตือนว่ากลุ่มผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางจะสามารถคงระดับการผลิตได้ไม่เกิน 25 วัน หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ ทั้งซาอุดีอาระเบีย อิรัก กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงอิหร่าน ต่างต้องพึ่งพาเส้นทางเดินเรือสายนี้เป็นช่องทางหลักในการส่งออกน้ำมันดิบสู่ตลาดโลก
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เผยกับสื่อสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดให้เดินเรือระหว่างประเทศได้ ยกเว้นเรือที่เป็นของสหรัฐฯ อิสราเอล และพันธมิตร
อนึ่ง สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินเรือทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และสั่นคลอนเศรษฐกิจโลก
