
(แฟ้มภาพซินหัว : ทิวทัศน์ตึกแฝดเปโตรนาสในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย วันที่ 8 มิ.ย. 2024)
กัวลาลัมเปอร์, 11 มี.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (10 มี.ค.) จาคอบ ลี ชอร์ กก ประธานสหพันธ์ผู้ผลิตแห่งมาเลเซีย (FMM) เปิดเผยว่าภาคการผลิตของมาเลเซียเผชิญผลกระทบโดยตรงจากการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งสินค้าในระดับโลก ซึ่งเป็นผลพวงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนในช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากการค้าของมาเลเซียมากกว่าร้อยละ 90 อาศัยการขนส่งทางทะเล และสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าสูงขึ้นและการดำเนินงานติดขัด
จาคอบ ลี ระบุว่าสายการเดินเรือสินค้าที่สำคัญปรับเพิ่มค่าระวางฉุกเฉินสำหรับสินค้าที่ขนส่งไปและกลับจากท่าเรือในอ่าวเปอร์เซีย ขณะเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ปัจจุบันบรรดาผู้ผลิตที่ส่งออกไปยังตลาดอ่าวเปอร์เซียเผชิญกับต้นทุนค่าระวางที่สูงขึ้น กำลังการขนส่งที่จำกัดมากขึ้น และตารางการขนส่งที่ไม่แน่นอน นอกจากนั้นราคาน้ำมันโลกที่แพงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนพลังงานทางอุตสาหกรรมและค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ของภาคการผลิต
แม้ประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) จะไม่ใช่จุดหมายการส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย แต่ภูมิภาคดังกล่าวยังคงเป็นตลาดรองที่สำคัญ รวมถึงศูนย์กลางการถ่ายลำสินค้าที่สำคัญสำหรับการขนส่งต่อไปยังทวีปแอฟริกา เอเชียกลาง และบางส่วนของยุโรป ดังนั้นการหยุดชะงักของท่าเรือในอ่าวเปอร์เซียจึงไม่เพียงกระทบโดยตรงต่อการส่งออกไปยังภูมิภาคนี้เท่านั้น แต่ยังกระทบต่อการขนส่งสินค้าที่มุ่งหน้าไปยังตลาดอื่นๆ ด้วย
ทั้งนี้ สหพันธ์ฯ เรียกร้องรัฐบาลมาเลเซียจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจสำหรับรับมือวิกฤตการส่งออก เพื่อเป็นกลไกระหว่างภาครัฐ-ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถดำเนินงานได้ทันทีเมื่อเกิดความปั่นป่วนทางการค้า แก้ไขปัญหาความท้าทายด้านการดำเนินงานที่ผู้ส่งออกและผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือต้องเผชิญ
