
(แฟ้มภาพซินหัว : ช่องแคบเลอแมร์ในแอนตาร์กติกา วันที่ 12 ธ.ค. 2025)
เมลเบิร์น, 24 ก.พ. (ซินหัว) -- เมื่อวันจันทร์ (23 ก.พ.) โครงการแอนตาร์กติกแห่งออสเตรเลีย (AAP) รายงานการทดสอบเทคนิค "สร้างบาร์โค้ดดีเอ็นเอ" (DNA barcoding) ที่อาจช่วยป้องกันสิ่งมีชีวิตทางทะเลผู้รุกรานจากต่างถิ่นหลุดรอดเข้าสู่ระบบนิเวศขั้วโลก โดยคณะนักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการได้ใช้ดีเอ็นเอในสิ่งแวดล้อมหรืออีดีเอ็นเอ (eDNA) ที่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดปล่อยทิ้งไว้ในสภาพแวดล้อม เพื่อตรวจจับสิ่งมีชีวิตที่เกาะติดมากับตัวเรือระหว่างการเดินทางจากรัฐแทสเมเนียไปยังเกาะแมกควารีทางตอนใต้ของแอนตาร์กติกในปี 2022
เลโอนี ซูเทอร์ นักชีววิทยาโมเลกุลประจำโครงการจากมหาวิทยาลัยแทสเมเนียของออสเตรเลีย ระบุว่าการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์อีดีเอ็นเออย่างดินหรือน้ำอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพ เช่น การทำความสะอาดตัวเรือ และบ่งชี้สิ่งมีชีวิตผู้รุกรานจากต่างถิ่นก่อนพวกมันเริ่มต้นตั้งถิ่นฐาน โดยการเฝ้าติดตามอีดีเอ็นเออาจตรวจสอบยืนยันการจัดการสิ่งมีชีวิตที่เกาะติดโครงสร้างใต้น้ำเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเลในแอนตาร์กติก
คณะนักวิจัยใช้ฟองน้ำขนาดเล็กที่บรรจุในลูกบอลพลาสติกที่มีรูพรุนเพื่อดูดซับน้ำทะเลที่มีเศษซากดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตเพื่อเก็บตัวอย่างอีดีเอ็นเอ ซึ่งการตรวจเช็กด้วยตาเปล่าสามารถบ่งชี้สิ่งมีชีวิตที่เกาะติดตัวเรือ 24 ชนิด ส่วนการวิเคราะห์อีดีเอ็นเอสามารถบ่งชี้สิ่งมีชีวิตที่เกาะติดตัวเรือได้ 41 ชนิด เช่น หนอน ดาวทะเล หอย ฟองน้ำ สาหร่าย ปู และเพลี้ยทะเล โดยคณะนักวิจัยพบหลักฐานของสิ่งมีชีวิตที่เชื่อมโยงกับตัวเรืออยู่ทั้งในน่านน้ำของเมืองโฮบาร์ตในรัฐแทสเมเนียและรอบเกาะแมกควารี
ซูเทอร์กล่าวว่าการยืนยันว่าตัวเรือกลายเป็นพาหนะขนส่งสิ่งมีชีวิตที่ยังมีชีวิตและพวกมันอาจเป็นภัยเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่นั้นจำเป็นต้องมีการประเมินเพิ่มเติม เช่น การสำรวจด้วยสายตาและการเก็บตัวอย่างเพิ่มเติม ส่วนการเฝ้าติดตามอีดีเอ็นเอถือเป็นเครื่องมือใหม่ที่มีคุณค่า ขณะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมของมนุษย์ได้ผลักดันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางชีวภาพเพิ่มขึ้น
อนึ่ง งานวิจัยนี้เผยแพร่ผ่านวารสารไซเอนซ์ ออฟ เดอะ โททัล เอนไวรอนเมนต์ (Science of The Total Environment)