กุ้ยหยาง, 23 มิ.ย. (ซินหัว) -- การแข่งขันยิมนาสติกชิงแชมป์เอเชีย ครั้งที่ 13 ประเภทชาย ในเมืองจุนอี้ มณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อวันที่ 18-21 มิ.ย. มีนักกีฬาชายทีมชาติไทยเข้าร่วมทั้งหมด 3 คน ได้แก่ วีรภัทร์ ช่วยโสม วัย 21 ปี วิศวยศ สาโรจน์ วัย 23 ปี และสุภชีพ บ่าวเบ็ญหมัด วัย 24 ปี ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากแผนเดิมที่จะมีนักกีฬาเข้าร่วม 4 คน เนื่องจากนักกีฬาคนหนึ่งบาดเจ็บระหว่างฝึกซ้อมก่อนการแข่งขัน
วีรภัทร์ ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬาของมหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์หลังจากแข่งขันเสร็จว่าเขาเข้าร่วมการแข่งขันยิมนาสติกชิงแชมป์เอเชียเป็นครั้งที่ 5 แล้ว โดย "ยิมนาสติกคือทั้งหมดของชีวิต" เพราะเขาเริ่มต้นฝึกซ้อมมาตั้งแต่อายุ 5 ปี จนตอนนี้ยิมนาสติกกลายเป็นอาชีพ การทำท่ายากได้ถือเป็นความสุขอย่างมาก และความฝันของเขาคือการได้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก
ขณะทำการแข่งขันแบบรวมทุกอุปกรณ์ วีรภัทร์สามารถลงสู่พื้นอย่างแม่นยำ กระโดดครั้งสุดท้ายอย่างมั่นคง หมุนตัวบนม้าหูอย่างลื่นไหล และทิ้งตัวลงจากห่วงโหนอย่างราบรื่น โดยเขาให้สัมภาษณ์ว่าผลงานบนม้าหูยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ เพราะร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้าจากการแข่งขันติดต่อกัน 6 รายการตลอดช่วงเช้า พร้อมเสริมว่าก่อนการแข่งขันเขาเน้นฝึกซ้อมอุปกรณ์สามอย่าง ได้แก่ ม้าหู ห่วงโหน และบาร์โหนเดี่ยว
วีรภัทร์เสริมว่าการแข่งขันครั้งนี้แตกต่างจากตอนแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ที่เมืองหางโจว ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้เดินทางมาแข่งขันในจีนขณะมีอายุ 19 ปี โดยตอนนั้นเขารู้สึกประหม่าและขาดความมั่นใจในการแข่งขันที่เมืองหางโจว ส่งผลให้คะแนนออกมาไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ แต่การแข่งขันที่เมืองจุนอี้ครั้งนี้เขามีสภาพร่างกายและจิตใจที่เติบโตขึ้น สามารถตั้งสมาธิกับการทำท่ายากโดยยังคงมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง
ขณะที่วิศวยศกล่าวว่ารู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันรายการใหญ่ที่สุดของเอเชียเช่นนี้ โดยบทเรียนที่มีค่าที่สุดที่ได้จากการแข่งขันครั้งนี้คือเรียนรู้ที่จะควบคุมสมาธิบนสนามแข่งขัน และทักษะความสามารถอันน่าทึ่งของบรรดานักกีฬาจีนระดับชั้นนำที่ทำให้เขาตั้งใจจะกลับไปปรับท่วงท่าและฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติในอนาคต
ส่วนสุภชีพ ซึ่งเข้าร่วมการแข่งขันยิมนาสติกชิงแชมป์เอเชียเป็นครั้งที่ 4 เผยความรู้สึกเสียดายที่มีเวลาเตรียมตัวก่อนการแข่งขันเพียงไม่กี่วัน และไม่สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ วีรภัทร์ยอมรับว่าความเข้มข้นของการฝึกซ้อมและการเชื่อมต่อชุดท่าของนักกีฬาจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เหนือชั้นกว่าไทยมาก โดยเฉพาะจีนที่ให้การสนับสนุนกีฬายิมนาสติกอย่างมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการฝึกซ้อมที่ครบครัน ทีมแพทย์เฉพาะทางประจำทีมนักกีฬา และทีมสนับสนุนหลังบ้านที่ครอบคลุมรอบด้าน
อย่างไรก็ดี วีรภัทร์แสดงความมุ่งมั่นจะทำผลงานให้ดียิ่งขึ้นและส่งเสริมกีฬายิมนาสติกในไทยต่อไป พร้อมเสริมว่าการแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่า ทำให้เขาได้เห็นช่องว่างความแตกต่างระหว่างตัวเองกับนักกีฬาที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้พยายามมากขึ้นอีก

(แฟ้มภาพซินหัว : นักกีฬายิมนาสติกทีมชาติไทยและผู้ฝึกสอนชาวไทยเข้าร่วมการแข่งขันยิมนาสติกชิงแชมป์เอเชีย ครั้งที่ 13 ในเมืองจุนอี้ มณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 20 มิ.ย. 2026)