สิงคโปร์, 10 ก.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (9 ก.ย.) ฝ่ายการวิจัยของกลุ่มธนาคารโอซีบีซี (OCBC) ที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ รายงานว่าปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) มีแนวโน้มเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อในเขตเศรษฐกิจต่างๆ ของอาเซียนมากกว่าส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยทำให้ราคาข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และน้ำมันพืชพุ่งสูงขึ้น
ลาวันยา เวนกาเตสวารัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านอาเซียนและอินเดีย ระบุว่าฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย เป็นกลุ่มที่อาจเผชิญความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญสูงกว่า ส่วนมาเลเซียและเวียดนามจะเผชิญความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญแบบกระจุกตัวมากกว่า ขณะราคาอาหารที่สูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อในภูมิภาค
บรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ต้องนำเข้าอาหาร ยกเว้นไทยและเวียดนาม อาจเผชิญความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียเสี่ยงได้รับผลกระทบจากราคาข้าวที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันเขตเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในอาเซียนเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าธัญพืช เช่น กลุ่มอาเซียน-6 และมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อแรงกดดันเงินเฟ้อจากสินค้านำเข้า หากราคาข้าวสาลีและข้าวโพดในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
เวนกาเตสวารันระบุว่าการส่งผ่านเงินเฟ้อด้านอาหารจะแตกต่างกันตามสัดส่วนของอาหารในตะกร้าสินค้าอุปโภคบริโภค การพึ่งพาการนำเข้า และมาตรการแทรกแซงของรัฐบาล เช่น เงินอุดหนุนและการควบคุมราคา
ส่วนผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่เท่ากันและกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งมีภาคเกษตรกรรมค่อนข้างใหญ่ เสี่ยงสูญเสียผลผลิตและรายได้ในชนบทมากกว่า ทว่าประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม อาจได้การชดเชยบางส่วนจากรายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ เวนกาเตสวารันเสริมว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคขั้นสุดท้ายจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการตอบสนองเชิงนโยบาย ทั้งข้อจำกัดการค้าอาหาร การระบายสินค้าคงคลัง และมาตรการอุดหนุน

(แฟ้มภาพซินหัว : เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวในทุ่งนาที่หมู่บ้านซีซาลาดา จังหวัดชวาตะวันตกของอินโดนีเซีย วันที่ 20 ก.ค. 2023)