
(แฟ้มภาพซินหัว : นิค (ซ้าย) และนิคกีที่ร้านอาหารไทยบนถนนอวี๋หลินในเมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 10 เม.ย. 2026)
เฉิงตู, 15 เม.ย. (ซินหัว) -- พารู้จัก "นิค แอนด์ นิคกี้ แฟมิลี" ร้านอาหารไทยสไตล์โฮมคุกหรือทำรับประทานเองที่บ้าน ซึ่งตั้งตามชื่อของคู่รักข้ามชาติอย่าง "นิค" หรือวณัฐ ตันประเสริฐ สถาปนิกชาวไทย และ "นิคกี้" หรือหวังหมิ่นเจี๋ย ภรรยาชาวจีน ในเมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
ปัจจุบันทั้งคู่กำลังง่วนอยู่กับการตกแต่งร้านสาขาที่ 5 ในย่านตงเจียวจี้อี้ของเมืองเฉิงตู โดยทั้งสองตั้งใจนำเสนอรสชาติอาหารไทยสไตล์โฮมคุกเข้าสู่ย่านที่ผสมผสานทั้งความทันสมัยและชีวิตประจำวันแห่งนี้ และเลือกใช้เมนูอาหารไทยแท้ต้นตำรับเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงผู้คนผ่านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
หากแวะมาเยือนร้านอาหารไทยสไตล์โฮมคุกของนิคและนิคกี้ในย่านถนนอวี้หลินจะพบบรรยากาศความเป็นไทยแบบเข้มข้นที่ผสานเข้ากับบรรยากาศชีวิตประจำวันอันมีชีวิตชีวาแบบซื่อชวนอย่างลงตัว ภายในใช้โต๊ะและเก้าอี้ไม้ร่วมกับพืชพรรณเขียวชอุ่ม บนโต๊ะประดับดอกกล้วยไม้ไทย จานอาหารเป็นลวดลายสับปะรดที่นำเข้าจากไทย ทุกรายละเอียดสะท้อนบรรยากาศแบบครอบครัวไทยจนลูกค้ารายหนึ่งบอกว่า "ราวกับวาร์ปกลับไปอยู่บนถนนในกรุงเทพฯ เพียงพริบตาเดียว"
ทั้งอาหารและซอสปรุงรสของร้านล้วนใช้สูตรจากคุณแม่ของนิค ไม่ได้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรสชาติ "เผ็ดชา" สไตล์ซื่อชวน โดยนิคให้เหตุผลว่ารสนิยมเป็นเรื่องปัจเจกและจะไม่ฝืนปรับจนเสียเอกลักษณ์ และต้องการแบ่งปัน "รสชาติบ้านๆ" สไตล์ไทยให้ลูกค้าชาวจีน เช่น เมนูสลัดส้มโอใช้ส้มโอหวานนำเข้าจากไทย ผสมกับน้ำสลัดที่เคี่ยวเป็นพิเศษ เวลารับประทานจะให้ความรู้สึก "ชุ่มฉ่ำ" ไปทั่วทั้งปาก ส่วนเมี่ยงคำจะห่อด้วยใบชะพลูและใส่วัตถุดิบหลากชนิด แม้มีลูกค้าบางคนที่ไม่คุ้นเคยกับรสชาตินี้ยังกล่าวว่า "นี่คือรสชาติอาหารของบ้านนิคกี้" ผลจากการให้ความเคารพกับรสชาติอาหารท้องถิ่น ทำให้ร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้น และยังได้รับตราสัญลักษณ์ "ไทย ซีเล็ต" (Thai SELECT) จากกระทรวงพาณิชย์ของไทยอีกด้วย
นอกจากนี้ทางร้านมักจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจีน-ไทยเล็กๆ โดยให้ลูกค้านั่งล้อมโต๊ะรับประทานอาหารและแลกเปลี่ยนประเพณีทางวัฒนธรรมแก่กัน ในมุมมองของทั้งสองเชื่อว่าร้านอาหารขนาดเล็กเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรม อาหารเป็น "ภาษาเงียบ" และอาหารไทยสักชามหรือการสนทนาสักหนหนึ่ง สามารถทำให้วัฒนธรรมของทั้งสองประเทศผสมผสานกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
การผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างประชาชนจีนและไทยได้แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันมาอย่างยาวนานโดยมี "อาหาร" ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม ในเมืองเฉิงตู มีร้านอาหารไทยผุดขึ้นอย่างแพร่หลาย ต้มยำกุ้งและชาไทยได้รับความนิยมจากผู้คน ส่วนทุเรียน ลำไย และผลไม้ไทยชนิดอื่นๆ กลายเป็นอาหารที่พบเห็นได้บ่อยบนโต๊ะอาหารของผู้คนในท้องถิ่น ความอร่อยบนปลายลิ้นได้กลายเป็นสายใยเรียบง่ายแต่ทรงพลังในการแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน ปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันระหว่างคู่รักชาวจีนและชาวไทยคู่นี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง
จากกรุงเทพฯ ระยะทางเส้นตรงเกือบสองพันกิโลเมตร แต่บนโต๊ะของนิคและนิคกี้ ระยะทางดังกล่าวถูกย่นให้เหลือเพียงชามต้มยำ สลัด และคำทักทายว่า "สวัสดี" และเมื่อรสเผ็ดชามาเจอกับต้มยำกุ้ง การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีน-ไทยจึงบังเกิดอยู่ในชีวิตประจำวันผ่านอาหารการกิน และได้กลายเป็นการเดินทางเข้าหากันอย่างจริงใจของทั้งสองฝ่าย

(แฟ้มภาพซินหัว : ภายในของร้านอาหารนิคแอนด์นิคกี้ แฟมิลี ในเมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 10 เม.ย. 2026)

(แฟ้มภาพซินหัว : ภายในของร้านอาหารนิคแอนด์นิคกี้ แฟมิลี ในเมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 10 เม.ย. 2026)