ปักกิ่ง, 2 เม.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (1 เม.ย.) หลิวตงเหมย เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาแห่งชาติจีน ซึ่งเข้าร่วมรายการการประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีนตอนล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว กล่าวว่าการก่อสร้างศูนย์นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนานาชาติของจีน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ภูมิภาคปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย ภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี และเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางต่ง-ฮ่องกง-มาเก๊า มีความคืบหน้าโดดเด่นและจะเป็นเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน
หลิวกล่าวว่าภูมิภาคปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย ซึ่งเป็นที่ตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์จงกวนชุน มีมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และห้องปฏิบัติการอยู่หนาแน่นที่สุดในจีน ทำให้มีขีดความสามารถด้านการวิจัยขั้นพื้นฐานครองอันดับหนึ่งของประเทศอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนนักวิทยาศาสตร์ที่มีการอ้างอิงถึงสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาเมืองทั่วโลก
ขณะที่ภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีมีการใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) สูงราวหนึ่งในสามของการใช้จ่ายด้านดังกล่าวทั้งหมดในจีน และจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาสูงเกือบหนึ่งในสามของบุคลากรด้านดังกล่าวทั้งหมดของประเทศ รวมถึงมีระบบสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างครบวงจรและอัตราการนำผลสำเร็จทางนวัตกรรมตั้งต้นไปใช้ประโยชน์ในระดับสูง โดยขนาดของอุตสาหกรรมชั้นนำสามอันดับแรก ได้แก่ วงจรรวม ชีวการแพทย์ และปัญญาประดิษฐ์ ในภูมิภาคนี้สูงราวสามในห้า หนึ่งในสาม และหนึ่งในสามของทั้งหมดในประเทศ ส่วนการทำธุรกรรมสัญญาเทคโนโลยีระหว่างมณฑลเพิ่มขึ้นสามเท่าในห้าปี สะท้อนการประสานความร่วมมือข้ามภูมิภาคที่แข็งแกร่ง
ด้านเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางต่ง-ฮ่องกง-มาเก๊ามีความโดดเด่นด้านความเป็นสากลระดับสูงและพลังความมีชีวิตชีวาของตลาด โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมในเศรษฐกิจดิจิทัลและการผลิตขั้นสูงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
หลิวเน้นย้ำความสำเร็จอันโดดเด่นในการสร้างศูนย์นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับนานาชาติของจีน โดยอ้างถึงรายงาน "การจัดอันดับกลุ่มนวัตกรรมปี 2025" จากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ซึ่งระบุว่ากลุ่มนวัตกรรมเซินเจิ้น-ฮ่องกง-กว่างโจวครองอันดับหนึ่งของโลก กลุ่มนวัตกรรมปักกิ่งครองอันดับสี่ และกลุ่มนวัตกรรมเซี่ยงไฮ้-ซูโจวครองอันดับหก พร้อมเสริมว่าที่ประชุมงานเศรษฐกิจส่วนกลางของจีนกระตุ้นการขยายการก่อสร้างศูนย์เหล่านี้ เพื่อยกระดับจากความก้าวหน้าแบบรายเมืองเป็นวิถีการพัฒนาระดับภูมิภาคอย่างสอดประสานกัน
