
(แฟ้มภาพซินหัว : เรือแล่นในแม่น้ำแยงซี ใกล้โกรกธารซีหลิงในอำเภอจื่อกุย มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน วันที่ 6 ธ.ค. 2025)
ปักกิ่ง, 19 ก.พ. (ซินหัว) -- วารสารไซแอนซ์ (Science) เผยแพร่ผลการศึกษาล่าสุดที่ระบุว่าคำสั่งห้ามทำประมงที่ครอบคลุมในลุ่มแม่น้ำแยงซี ระยะ 10 ปี ได้ยับยั้งการลดลงของทรัพยากรปลาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมา 70 ปี และกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูทางนิเวศวิทยาขั้นต้นสำเร็จ
จีนออกคำสั่งห้ามทำประมงอย่างเต็มรูปแบบในพื้นที่อนุรักษ์ของลุ่มแม่น้ำแยงซี จำนวน 332 แห่งในเดือนมกราคม 2020 เพื่อปรับปรุงความหลากหลายทางชีวภาพตามแนวแม่น้ำ ต่อจากนั้นมีการขยายมาตรการคุ้มครองเป็นคำสั่งห้ามทำประมงตามลำน้ำหลักและลำน้ำสาขาสำคัญของแม่น้ำ ระยะ 10 ปี ซึ่งเริ่มต้นวันที่ 1 ม.ค. 2021
คณะนักวิจัยจากสถาบันอุทกชีววิทยา สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ร่วมกับคณะนักวิจัยจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ประเมินผลกระทบระยะแรกของคำสั่งห้ามข้างต้นด้วยการใช้ข้อมูลจากการเฝ้าติดตามอย่างเป็นระบบที่เก็บรวบรวมระหว่างปี 2018-2023 โดยการศึกษาดังกล่าววิเคราะห์พลวัตของชุมชนปลาในช่องทางหลักของแม่น้ำแยงซีแบบหลายมิติ ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของสายพันธุ์ ชีวมวล ความชุกชุม ความสมดุล และความหลากหลายของสายพันธุ์ระหว่างแหล่งอาศัย รวมถึงตรวจวัดสิ่งเร้าต่างๆ ทั้งคุณภาพน้ำ การเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยา สภาพภูมิอากาศ การใช้ที่ดิน การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง การขนส่งทางเรือ และการประมง
ผลลัพธ์พบตัวชี้วัดสำคัญหลายประการปรับปรุงดีขึ้นอย่างชัดเจน อาทิ ชีวมวลและสภาพร่างกายของปลา ความหลากหลายของสายพันธุ์ และสัญญาณเบื้องต้นของการฟื้นฟูในกลุ่มสายพันธุ์ที่ถูกคุกคาม โดยเฉพาะสายพันธุ์ปลาที่มีลำตัวขนาดใหญ่มีชีวมวลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะสายพันธุ์ปลาขนาดเล็กและขนาดใหญ่ต่างมีสภาพร่างกายที่พัฒนาดีขึ้น และจำนวนประชากรปลาบางสายพันธุ์ เช่น ปลาลิ้นหมา เพิ่มขึ้นหลังจากออกคำสั่งห้ามข้างต้น และพวกมันอพยพไปยังแหล่งน้ำจืดได้ไกลยิ่งขึ้นกว่าเดิม
อนึ่ง ข้อมูลทางการที่เผยแพร่เดือนมกราคม 2026 ระบุว่าจำนวนประชากรโลมาหัวบาตรหลังเรียบแยงซีอยู่ที่ 1,426 ตัว เพิ่มขึ้น 177 ตัวจากผลสำรวจปี 2022 โดยโลมาหัวบาตรหลังเรียบแยงซีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองระดับสูงสุดของจีน และสถานะประชากรของโลมาสายพันธุ์นี้เปรียบเสมือน "ตัวชี้วัด" สภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาของแม่น้ำแยงซี
คณะนักวิจัยชี้ว่าคำสั่งห้ามทำประมงเป็นปัจจัยหลักของการฟื้นฟูตัวขั้นต้นของระบบนิเวศ ร่วมกับปัจจัยส่งเสริมอื่นๆ อย่างปริมาณการเดินเรือที่ลดลง การสร้างแนวกันชนพืชพรรณริมแม่น้ำ และคุณภาพน้ำที่พัฒนาดีขึ้น