
(แฟ้มภาพซินหัว : ซากเรือสินค้าโบราณ หมายเลข 2 จากปากแม่น้ำแยงซี ถูกยกขึ้นสู่ผิวน้ำในเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน วันที่ 21 พ.ย. 2022)
เซี่ยงไฮ้, 18 ก.พ. (ซินหัว) -- คณะนักวิทยาศาสตร์หลากสาขาวิชาจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น มหาวิทยาลัยครูหัวตง และศูนย์อนุรักษ์และวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ของจีน ได้ไขปริศนาแสนพิเศษของซากเรือสินค้ายุคราชวงศ์ชิง (ปี 1644-1912) หมายเลข 2 ที่นอนนิ่งเงียบอยู่ข้างใต้พื้นผิวปากแม่น้ำแยงซีในภาคตะวันออกของจีนมานาน 150 ปี โดยอาศัยการวิเคราะห์ดีเอ็นเอโบราณจากตะกอนทับถม (sedaDNA) ในแจกันลายครามสีน้ำเงินขาวและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งบอกเล่า "เรื่องราวชีวิต" ทั้งหมดของเรือลำนี้ ทั้งการเดินทางครั้งสุดท้าย การบรรจุสินค้า หรือแม้กระทั่งฤดูกาลที่เรืออับปางลงสู่โลกใต้ทะเล
เมื่อไม่นานนี้ วารสารโบราณคดีชั้นนำแอนทิควิที (Antiquity) เผยแพร่ผลการศึกษาที่ระบุว่าคณะนักวิทยาศาสตร์ของจีนได้ค้นพบแจกันโบราณที่มีลำดับชั้นตะกอนชัดเจน ความสูง 30 เซนติเมตร ซึ่งข้างใต้ลำดับชั้นตะกอนดังกล่าวเป็น "ชั้นตะกอนดั้งเดิม" ที่เต็มไปด้วยลำดับดีเอ็นเอจากบนบก เช่น แกลบข้าวและเศษวัสดุหีบห่อที่ใช้รองสินค้าเครื่องลายคราม ส่วนข้างบนลำดับชั้นตะกอนดังกล่าวเป็น "ชั้นตะกอนที่มีการเปลี่ยนแปลง" ซึ่งประกอบด้วยตะกอนละเอียดและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในทะเลที่เปรียบเสมือนบันทึกการตั้งอาณาจักรของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่เกิดขึ้นบนก้นปากแม่น้ำหลังจากเรือจมลง
อนึ่ง ดีเอ็นเอโบราณในตะกอนคือสารพันธุกรรมที่คงสภาพอยู่ในชั้นตะกอนที่ทับถมนานหลายร้อยปีหรือหลายพันปี มีลักษณะแตกต่างจากกระดูกหรือฟันที่กลายเป็นฟอสซิลตรงดีเอ็นเอโบราณในตะกอนสามารถสะท้อนภาพรวมของชุมชนสิ่งมีชีวิต เช่น พืช แมลง และจุลินทรีย์ ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุชิ้นนั้น จึงเป็นดัง "ฟอสซิลระดับโมเลกุล" ของกิจกรรมมนุษย์
หม่าเสี่ยวหลิน ผู้เขียนบทความวิจัยคนแรกและนักวิจัยประจำห้องปฏิบัติการวิจัยปากแม่น้ำและชายฝั่งของมหาวิทยาลัยครูหัวตง กล่าวว่าการค้นพบครั้งนี้ยืนยันว่าแจกันใบนี้แช่อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบปิดผนึกดั้งเดิม ทำให้กลายเป็นแหล่งข้อมูลทางชีวภาพที่เชื่อถือได้สำหรับการจำลองภาพกิจกรรมของมนุษย์ขึ้นมาใหม่
การเชื่อมโยงข้อมูลดีเอ็นเอในตะกอนกับบันทึกชีพลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งบันทึกการเก็บเกี่ยวข้าวในช่วงฤดูร้อนจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง ทำให้คณะนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าการเดินทางครั้งสุดท้ายของเรือสินค้าลำนี้อาจเกิดขึ้นระหว่างฤดูร้อนจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานที่ว่าพายุไต้ฝุ่นอาจเป็นสาเหตุของการอับปาง
นอกจากนั้นมีการตรวจสอบดีเอ็นเอของไม้ไผ่ในชั้นตะกอนดั้งเดิม ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเทคนิคการบรรจุหีบห่อเครื่องลายครามในยุคราชวงศ์ชิงที่ใช้เส้นไม้ไผ่พันรอบนอกในแนวนอน ขณะดีเอ็นเอของข้าวตรงกับสายพันธุ์ข้าวอินดิกา (Indica) หรือข้าวเจ้าพื้นเมืองที่พบในพื้นที่ที่เป็นมณฑลเจียงซีทางตะวันออกของจีนในปัจจุบัน และวัสดุที่ใช้หีบห่อมักมาจากท้องถิ่นที่จุดขนถ่ายสินค้า ทำให้สันนิษฐานว่าพื้นที่มณฑลเจียงซีในอดีตไม่เพียงเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องลายครามเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางการหีบห่อสินค้าอีกด้วย
เหวินซ่าวชิง ผู้ร่วมเขียนบทความและรองศาสตราจารย์ประจำสถาบันโบราณคดี สังกัดมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น กล่าวว่างานวิจัยชิ้นนี้ช่วยเปลี่ยนมุมมองจาก "โบราณคดีแบบเน้นวัตถุ" ไปสู่ "เรื่องเล่าประวัติชีวิต" โดยซากเรืออับปางลำนี้ไม่ได้เป็นเพียงโบราณวัตถุที่เงียบงันอีกต่อไป แต่กลายเป็นแคปซูลแห่งกาลเวลาที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านโมเลกุล ซึ่งแนวทางการศึกษาเช่นนี้ช่วยเปิดพรมแดนใหม่ของวงการโบราณคดีใต้น้ำ และสร้างกรอบการดำเนินงานตามหลักวิทยาศาสตร์ในการตีความเครือข่ายการค้าทางทะเลสมัยใหม่อีกครั้ง