กรุงเทพฯ, กรกฎาคม 2569 – ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พร้อมผลักดันการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ การท่องเที่ยว และบริการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับโลก
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Microsoft ประกาศลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน Cloud และ AI Data Center ในประเทศไทย ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรด้าน AI และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว รัฐบาลไทยยังเดินหน้าผลักดันนโยบาย AI Governance และแผน AI Data Center Generation 2026 เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัย การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และการพัฒนา ThaiLLM โมเดลภาษาขนาดใหญ่ของประเทศไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้งาน AI ภาษาไทยในทุกภาคส่วน
ในภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยยังได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออก AI Hardware และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ที่สำคัญของโลก สะท้อนศักยภาพของประเทศในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับสากล และช่วยดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตชั้นนำอย่างต่อเนื่อง ด้านเมืองอัจฉริยะ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของไทยอย่าง AIS ได้ร่วมพัฒนาโครงการ Smart City ด้วยการนำเทคโนโลยี 5G Advanced, Wi-Fi 7, Cloud และ AI Services มาใช้ในพื้นที่เมืองทองธานี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างต้นแบบเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย ในภาคสุขภาพ หน่วยงานวิจัยของไทย เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ยังคงเดินหน้าพัฒนา Medical AI เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยโรค การช่วยตัดสินใจทางคลินิก และการยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุข ขณะที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ได้เปิดตัวโครงการ Climate X 2026 เพื่อเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัพด้าน Climate Tech และเทคโนโลยีสีเขียว รองรับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ อีกหนึ่งก้าวสำคัญคือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งทั้งสองประเทศได้ประกาศยกระดับความร่วมมือด้าน AI นวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ด้วยการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI การส่งเสริมสตาร์ทอัพ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางด้าน AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาคอาเซียน พร้อมสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกในทศวรรษหน้า
นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีพื้นฐานแล้ว ประเทศไทยยังเร่งประยุกต์ใช้ AI ในอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศ โดยเฉพาะ Medical & Wellness Tourism ซึ่งมีมูลค่าตลาดเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการของนักท่องเที่ยวคุณภาพทั่วโลก หนึ่งในตัวอย่างของการนำนวัตกรรม AI มาประยุกต์ใช้ คือ ArokaGO แพลตฟอร์ม AI ด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพของไทย ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเชื่อมโยงผู้ป่วยและนักท่องเที่ยวต่างชาติกับโรงพยาบาล คลินิก ศูนย์สุขภาพ และผู้ประกอบการด้าน Wellness ทั่วประเทศ ผ่านระบบดิจิทัลที่ช่วยค้นหา เปรียบเทียบ และจับคู่บริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ArokaGO ได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และได้รับความร่วมมือจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการส่งเสริมศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Medical & Wellness Tourism ระดับโลก ปัจจุบัน ArokaGO เชื่อมโยงผู้ให้บริการด้านการแพทย์และสุขภาพที่ผ่านการตรวจสอบแล้วหลายร้อยแห่งทั่วประเทศไทย ครอบคลุมโรงพยาบาล คลินิกทันตกรรม คลินิกความงาม ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ โรงแรมเพื่อสุขภาพ (Well Hotels) และผู้ให้บริการกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ พร้อมนำ AI มาช่วยแนะนำผู้ให้บริการที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้ และสนับสนุนการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับผู้ให้บริการโดยตรง
เมื่อผสานการลงทุนด้าน AI จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคการแพทย์และการท่องเที่ยว ประเทศไทยจึงมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน Artificial Intelligence, Digital Health และ Medical & Wellness Tourism ของภูมิภาคอาเซียน พร้อมสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และยกระดับคุณภาพบริการสู่มาตรฐานสากลในอนาคต