
วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ (CIMw) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติ SMART ครั้งที่ 7 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Wellness and Aesthetic Revolution” ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ ระหว่างวันที่ 29–30 กรกฎาคม 2568 โดยการประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี และ ดร. ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้กล่าวเปิดงานต้อนรับผู้ร่วมประชุม
สำหรับวัตถุประสงค์ของการประชุมในปีนี้ มุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย, การแพทย์แผนไทย, การแพทย์ทางเลือก และเวชศาสตร์ความงาม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยเน้นการดูแลสุขภาพเชิงรุก, ลดภาระของโรคเรื้อรัง, และลดต้นทุนของระบบสุขภาพ ผ่านการบูรณาการวิธีคิดด้านสุขภาพเข้ากับวิถีชีวิตยุคใหม่ ทั้งในระดับปัจเจก ครัวเรือน และนโยบายระดับประเทศ
ภายใต้แนวทางนี้ CIMw-DPU ได้เรียบเรียงองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการสายสุขภาพกว่า 66ท่าน เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้ประชาชนเข้าถึงสุขภาพดีในชีวิตประจำวันได้อย่างยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 600 คน ซึ่งประกอบด้วยคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า นักวิจัย นักวิชาการ และบุคลากรทางการแพทย์จากทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ
‘อาหารฟังก์ชั่น’ กลไกสุขภาพดีในชีวิตประจำวัน
หลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด การประชุม SMART ครั้งที่ 7 ได้นำเสนอหัวข้อสำคัญต่างๆ อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการบรรยายเชิงลึกในช่วงบ่าย โดย ผศ. ดร. เอกราช บำรุงพืชน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรโภชนศาสตร์บูรณาการในเชิงสมุทัยเวชศาสตร์ CIMw-DPU, นพ.ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต และ ดร.กมล ไชยสิทธิ์ ร่วมกันถ่ายทอดหัวข้อ “Functional Food for Health & Well-Being” โดยเน้นบทบาทของอาหารในฐานะกลไกดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยหลักคิดว่าอาหารเชิงหน้าที่ที่มีกลไกเสริมสุขภาพเหนือคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐาน คือหัวใจของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน
การเริ่มต้นสู่สุขภาพที่แข็งแรงและการชะลอวัยอย่างยั่งยืนนั้น ผศ.ดร.เอกราช ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการบริโภคที่มองอาหารมากกว่าการเติมสารอาหารพื้นฐาน แต่คือการเลือกกินอย่างเข้าใจกลไกทางสรีรวิทยา เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงสุขภาพที่แท้จริง โดยเน้นว่า “การใช้ ‘อาหารเป็นยา’ คือการมองอาหารที่เราบริโภคอยู่ทุกวันในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” แนวคิดนี้ไม่เพียงสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับร่างกาย แต่ยังเป็นจุดตั้งต้นของการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่อยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน
โดยหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม คือการเลือกใช้น้ำมันปรุงประกอบอาหาร เสมือนยาสามัญประจำบ้าน อาทิ น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันเมล็ดชา ซึ่งมีโอเมก้า 9 สูงถึงร้อยละ 80 และอุดมด้วยสารโพลีฟีนอล (polyphenol) ที่มีบทบาทสำคัญในการลดอนุมูลอิสระและการอักเสบเรื้อรัง ช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
ทางเลือกใหม่สำหรับผู้รักอาหารทอด
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบของทอด การดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับการละทิ้งเมนูโปรดอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีนวัตกรรมการใช้น้ำมัน Functional oil ที่ช่วยลดผลกระทบจากการบริโภคอาหารทอด ที่มักมาพร้อมความเสี่ยงต่อโรคอ้วน และภาวะอักเสบเรื้อรัง รวมทั้งสารก่อมะเร็งจากการใช้น้ำมันทอดซ้ำ

หนึ่งในแนวทางที่ได้รับการศึกษาวิจัยและพัฒนาคือ การใช้น้ำมัน Functional oil ที่มีคุณสมบัติลดการอมน้ำมันในอาหารทอด และยังช่วยลดความเสื่อมสภาพของน้ำมันหลังทอด จากฤทธิ์ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระของน้ำมันนี้ โดยผลการทดลองพบว่า ใช้ Functional oil เพียงร้อยละ 5 ผสมในน้ำมันที่ใช้ทอดทั่วไป ก็สามารถลดปริมาณไขมันในอาหารทอดลงได้ถึงร้อยละ 30 ทั้งยังลดการเกิดสารอนุมูลอิสระของน้ำมันหลังทอดได้อีกด้วย
ผศ. ดร. เอกราช ยังเสริมต่ออีกว่า นวัตกรรมนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงสุขภาพและโภชนาการ และขณะนี้อยู่ระหว่างการจดอนุสิทธิบัตร ของน้ำมันสูตรพิเศษนี้ ที่ช่วยให้ผู้รักอาหารทอดมีทางเลือกใหม่ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ในการลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังได้
บริโภคอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
นอกจากนวัตกรรมด้านน้ำมันแล้ว ผศ. ดร. เอกราช ยังกล่าวถึงอาหารธรรมชาติที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสามารถเข้าถึงได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ชาเขียว เมื่อดื่มแบบไม่เติมน้ำตาลหรือนมวัว จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากสารแคทิชิน (catechin) ได้อย่างเต็มที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการจับตัวกันระหว่างสารแคทิชิน (catechin) กับเคซีน (casein) ซึ่งลดประสิทธิภาพของการต้านอนุมูลอิสระ

แอปเปิล โดยเฉพาะบริเวณเปลือกมีสารเควอซิทิน (quercetin) สูง ซึ่งช่วยลดการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และส่งเสริมสุขภาพปอด ขณะที่ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างประเทศ และเบอร์รี่ไทย อย่างมัลเบอร์รี่ เป็นแหล่งสำคัญของ สารแอนโธไซยานิน (anthocyanin) ซึ่งมีบทบาทในการชะลอการเสื่อมของเซลล์สมอง สายตา หัวใจ และผิวพรรณ
ดาร์กช็อกโกแลต มีโกโก้เข้มข้นตั้งแต่ 70% ขึ้นไป แม้รับประทานเพียง 30 กรัมต่อวัน ก็สามารถช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนขมิ้นชัน มีสารเคอร์คูมิน (curcumin) ที่ต้านอักเสบ และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ ควรรับประทานร่วมกับพริกไทยดำ หรือไขมันดี เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดียิ่งขึ้น
เห็ดออรินจิและเห็ดหอม ซึ่งมีเบต้ากลูแคน (beta-glucan) สูง ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหัวหอม ก็มีสารเควอซิทิน (quercetin) สูงเช่นกัน ซึ่งมีฤทธิ์กำจัดซอมบี้เซลล์ (zombie cells) พร้อมส่งเสริมระบบหัวใจและหลอดเลือด
ขณะที่กาแฟดำคั่วอ่อน ก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งสำคัญของ กรดคลอโรเจนิก (chlorogenic acid) ซึ่งมีบทบาทในการชะลอกระบวนการเสื่อมของเซลล์ กระตุ้นกระบวนการออโตฟาจี (autophagy) และอาจช่วยลดการสะสมของสารอะไมลอยด์ เบต้า (amyloid beta) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์
ปลดล็อกพลังจุลินทรีย์-ชีวิตชีวาอันสมบูรณ์
ด้าน นพ.ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต ได้อธิบายถึงความสำคัญของจุลินทรีย์ในลำไส้ไมโครไบโอม (gut microbiome) ซึ่งมีบทบาทครอบคลุมต่อสุขภาพโดยรวมทุกระบบ ทั้งในการควบคุมน้ำหนัก การสังเคราะห์น้ำตาลและไขมันในตับ การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงสมองและระบบประสาทอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเกิดภาวะเสียสมดุลจุลินทรีย์ที่ลำไส้ อาจมีความเชื่อมโยงกับปัญหาทางสุขภาพหลากหลาย ตั้งแต่โรคทางจิต ออทิซึม โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคตา ภาวะไขมันพอกตับ ความผิดปกติของการทำงานในตับอ่อน ความหนาแน่นของกระดูก ไปจนถึงการตอบสนองต่อการรักษาโรคมะเร็ง
ดังนั้น การปรับสมดุลของจุลินทรีย์ผ่านการเสริมโปรไบโอติกส์ และการเลือกบริโภคอาหารที่อุดมด้วยสารพฤกษเคมี (phytochemicals) ที่หลากหลาย จึงเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม
ขณะที่ ดร.กมล ไชยสิทธิ์ ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของโภชนาการและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพทางเพศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของคุณภาพชีวิตและความยืนยาวของร่างกาย โดยร่างกายควรได้รับสารอาหารสำคัญต่างๆ เช่น โอเมก้า 3, สังกะสี, ซีลีเนียม, วิตามินอี, แคโรทีนอยด์, วิตามินดี, กรดโฟลิก ซึ่งมีบทบาทในการเสริมฮอร์โมนและการทำงานของระบบสืบพันธุ์
การพักผ่อนอย่างเพียงพอมีผลต่อระดับฮอร์โมนเพศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ในทางกลับกัน พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง อาทิ การบริโภคอาหารแปรรูปและของทอด การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก การสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มหวานหรือโซดา ซึ่งล้วนบั่นทอนสุขภาพโดยรวมและกระทบต่อสุขภาพทางเพศอย่างมาก
สำหรับผู้หญิง การดูแลสมดุลจุลินทรีย์ในช่องคลอดด้วยโปรไบโอติกส์ ก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่มีการบริโภคอาหารที่มีกลิ่นแรงหรือผ่านกระบวนการแปรรูปบ่อยครั้ง ซึ่งอาจรบกวนสมดุลภายในและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
มุ่งสู่สุขภาพที่ดีแบบองค์รวม
การประชุมวิชาการครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต หากยังสะท้อนเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนผ่านศาสตร์แบบองค์รวม โดยภายในงานยังได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมให้การต้อนรับ ได้แก่ ดร.ปรีเปรม นนทลีรักษ์ รองอธิการบดีอาวุโส สายงานการเงินและบริหาร, ผศ. ดร. พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ พร้อมด้วย ผศ. นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ และ ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง คณบดีและรองคณบดี CIMw-DPU
ผศ. ดร. เอกราช ยังได้สรุปหลักคิดสำคัญในการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืนทิ้งท้ายว่า "นี่เป็นเพียงแค่หนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการดูแลสุขภาพ ยังมีอีกหลายจิ๊กซอว์ที่เราต้องมาประกอบร่วมกันดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพราะการมีสุขภาพที่ดีคือ การบูรณาการองค์ความรู้ในการดูแลตนเองอย่างรอบด้าน”
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ DPU ได้ที่ www.dpu.ac.th/th/college-of-health-and-wellness หรือ เพจเฟซบุ๊ก วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ College of Integrative Medicine CIMw DPU เพื่อร่วมต่อจิ๊กซอว์สุขภาพดีไปด้วยกันในทุกวัน