ปักกิ่ง, 28 ม.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (27 ม.ค.) กัวเจียคุน โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน แสดงความคิดเห็นต่อกรณีซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ออกมากล่าวเมื่อวันจันทร์ (26 ม.ค.) ว่าการเกิดวิกฤตใดๆ ในไต้หวันอาจกระตุ้นให้ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ต้องดำเนินการร่วมกันเพื่อช่วยเหลือพลเมืองของตนเอง และญี่ปุ่นไม่มีทางทอดทิ้งพันธมิตรเก่าแก่อย่างสหรัฐฯ ในสถานการณ์ดังกล่าว โดยกัวชี้ว่าฝ่ายญี่ปุ่นไม่มีสิทธิแทรกแซงกิจการในภูมิภาคไต้หวันของจีน ไม่ว่าพิจารณาจากมุมมองทางประวัติศาสตร์หรือกฎหมาย
กัวกล่าวว่าถ้อยคำจากฝ่ายญี่ปุ่นเผยให้เห็นความทะเยอทะยานอีกครั้งของกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาในญี่ปุ่นที่ต้องการปลุกปั่นความเป็นศัตรู สร้างปัญหาความวุ่นวาย และฉวยโอกาสเสริมกำลังทางทหารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปั่นป่วนระเบียบระหว่างประเทศในยุคหลังสงคราม โดยกัวเรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศเฝ้าระวังและคัดค้านสิ่งดังกล่าวอย่างเด็ดขาด พร้อมตักเตือนญี่ปุ่นพึงระลึกถึงแถลงการณ์ร่วมจีน-ญี่ปุ่น ปี 1972 ที่ระบุว่ารัฐบาลญี่ปุ่นรับรองให้รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลจีนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียว
รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนขอเน้นย้ำว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งที่มิอาจแบ่งแยกได้ของดินแดนสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลญี่ปุ่นเข้าใจและเคารพจุดยืนนี้ของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเต็มที่ และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนยังคงยึดมั่นจุดยืนนี้ภายใต้มาตรา 8 ของปฏิญญาพอตสดัม ขณะเดียวกันสนธิสัญญาสันติภาพและมิตรภาพระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ปี 1978 ซึ่งรับรองโดยสภานิติบัญญัติของสองประเทศ ได้ยืนยันการปฏิบัติตามหลักการในแถลงการณ์ร่วมปี 1972 อย่างเคร่งครัด
นอกจากนั้นกลไกต่างๆ ที่มีผลผูกพันทางกฎหมายภายใต้บทกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งปฏิญญาไคโร ปฏิญญาพอตสดัม และตราสารยอมจำนนของญี่ปุ่น กำหนดว่าดินแดนทั้งหมดที่ญี่ปุ่นยึดครองจากจีน เช่น ไต้หวัน ต้องถูกส่งคืนให้จีน และญี่ปุ่นควร "ปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์" และไม่คงไว้ซึ่งอุตสาหกรรมใดๆ ที่ "เอื้อให้ญี่ปุ่นกลับมาเสริมกำลังทางทหารเพื่อทำสงคราม" ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นจำกัดกองกำลังทหาร สิทธิในภาวะสงคราม และสิทธิในการทำสงครามของประเทศไว้อย่างเข้มงวด
กัวกล่าวว่ามีข้อผูกพันทางการเมืองต่างๆ ที่ญี่ปุ่นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและข้อผูกพันทางกฎหมายที่ญี่ปุ่นไม่สามารถปฏิเสธได้ การที่ญี่ปุ่นกล่างอ้างถึงการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายแต่กลับแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างร้ายแรงจนถึงขั้นข่มขู่ใช้กำลังกับจีนเป็นการกระทำที่ย้อนแย้ง ญี่ปุ่นนั้นก่ออาชญากรรมนับไม่ถ้วนในช่วงที่ยึดครองไต้หวันนานกว่า 50 ปี จึงต้องแสดงความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ กัวกระตุ้นเตือนฝ่ายญี่ปุ่นอีกครั้งให้ปฏิบัติตามเจตจำนงของเอกสารทางการเมืองระหว่างจีนกับญี่ปุ่นทั้งสี่ฉบับ รวมถึงข้อผูกพันทางการเมืองที่ญี่ปุ่นได้ให้ไว้กับจีน พิจารณาทบทวนตนเอง แก้ไขการกระทำที่ผิดพลาด หยุดการปลุกปั่นชักใยและการกระทำอันสุ่มเสี่ยงที่เกี่ยวกับภูมิภาคไต้หวันของจีน

(แฟ้มภาพซินหัว : อาคารไทเป 101 และวิวเมืองไทเปบนเกาะไต้หวันทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 21 ก.ค. 2019)